หาความหมายของ 4m , 7s ,5 forces model

4M เป็นองค์ประกอบหลักที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน คือ

Man – บุคลากร
Money – เงิน
Method – วิธีการ
Material/Machine – วัสดุอุปกรณ์/เครื่องมือ

7s เป็นการวิเคราะห์องค์การของเราเองว่าปัจจัยต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันหรือไม่

1. กลยุทธ์  (Strategy) คือ  การวางแผนกิจกรรมภายในองค์กร  โดยให้แผนที่วางขึ้นมานั้นได้สอดคล้องและเหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพ แวดล้อมภายนอก  และภายในองค์กร  ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ช่วยสนับสนุนให้องค์กรมีขีดความสามารถเหนือคู่ แข่งขัน
2. โครงสร้างองค์กร (Structure) ลักษณะ ของโครงสร้างองค์กรมีประโยชน์ต่อการจัดทำกลยุทธ์ขององค์กร  เป็นอย่างมาก  เนื่องจากโครงสร้างขององค์กรจะเป็นตัวรองรับแผนกลยุทธ์ขององค์กร  ซึ่งจะต้องมีความเหมาะสมและสอดคล้องกันด้วย  ถ้าโครงสร้างขององค์กรมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์แล้ว ก็จะเป็นจุดแข็งขององค์กร แต่ถ้าโครงสร้างขององค์กรไม่เหมาะสมสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร  ก็จะทำให้เกิดเป็นจุดอ่อนขององค์กร   ตัวอย่างเช่น  บริษัท  Intel   มีปัญหาในความไม่เหมาะสมระหว่างโครงสร้างขององค์กรกับกลยุทธ์ขององค์กร ซึ่ง Intel ได้ใช้กลยุทธ์การเจริญเติบโตและขยายกิจการ   ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่โครงสร้างองค์กรนั้นยังเป็นลักษณะที่รวมอำนาจในการตัดสินใจ จึงทำให้การบริหารและควบคุมเป็นไปอย่างขาดประสิทธิภาพ ซึ่งถ้าหาการใช้แผนกลยุทธ์ที่จะเติบโตขยายกิจการ องค์กรก็ควรที่จะมีการกระจายอำนาจ เพื่อให้การบริหารและควบคุมนั้นเกิดประสิทธิภาพ
3.  สไตล์  (Style) สไตล์ ในการทำงานของผู้บริหารนั้น  มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงแล้ว จะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของพนักงานภายในองค์กร  มากกว่าคำพูดของผู้บริหาร  ซึ่งถ้าหากผู้บริหารมีความมุ่งมั่นในการทำงาน  มีความสามารถในการจูงใจ เป็นแบบอย่างในการทำงานที่ดี   ซึ่งสไตล์เหล่านี้จะเป็นผลในการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน  ของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง
4.  ระบบ (System) เป็น การวิเคราะห์ถึงระบบงานขององค์กรในทุก ๆ เรื่อง  ทั้งเรื่องระบบการบริหารจัดการ ระบบการปฏิบัติงาน  เช่น  ระบบสารสนเทศ ระบบการวางแผน  ระบบงบประมาณ ระบบการควบคุม  ระบบการจัดซื้อ ระบบในการสรรหาและคัดเลือกพนักงาน  ระบบในการฝึกอบรม  ตลอดจนระบบในการจ่ายผลตอบแทน  หากว่าองค์กรมีระบบงานที่ดีก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานได้อย่าง ชัดเจนและถูกต้อง  ดังนั้นระบบงานขององค์กรจะได้มีความสอดคล้องกับกลยุทธ์และโครงสร้างของ องค์กรด้วย
5.  ทรัพยากรมนุษย์/สมาชิกภายในองค์กร  (Staff) งาน หรือกิจกรรมขององค์กรที่เกิดจากแผนกลยุทธ์ขององค์กร  มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ปฏิบัติงานให้ตรงตามแผนและเป้าหมาย ที่วางไว้  ดังนั้นองค์กรเองก็จำเป็นที่จะต้องมีพนักงานที่เข้ามาทำหน้าที่ปฏิบัติงาน  ซึ่งผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ปฏิบัติงานนั้นจำเป็นต้องมีความรู้  ความสามารถ  มีทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะและ แรงจูงใจในการทำงาน  ก็จะทำให้เกิดผลสำเร็จลงได้  ที่สำคัญคือการจัดคนภายในองค์กรให้เหมาะสมกับงาน  เช่น   คนที่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ ก็ควรที่จะให้ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  หรือคนที่มีความรู้ทางด้านการตลาดก็ควรให้ทำงานด้านการตลาด  ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นจุดแข็งขององค์กรและทำให้งานนั้นออกมามีประสิทธิภาพ
6.  ทักษะ  (Skill) เป็น การพิจารณาถึงทักษะหรือความเชี่ยวชาญขององค์กรโดยรวม  ว่ามีความเชี่ยวชาญหรือมีความชำนาญในด้านใด  เช่น  บริษัท  ปูนซีเมนต์ไทย  เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการด้านอุตสาหกรรมการก่อสร้าง  ดังนั้น  แผนกลยุทธ์ของบริษัทปูนซีเมนต์ก็จะมุ่งไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง  ซึ่งจะทำให้บริษัท ประสบผลสำเร็จได้มากกว่าการขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มงานที่ปูนซีเมนต์ไม่มีความ ชำนาญ
7.  ค่านิยม  (Shared Value) เป็น การวิเคราะห์ถึงค่านิยมร่วม  ความเชื่อร่วมขององค์กร นั้น ๆ  ว่าเป็นอย่างไรเพื่อให้เกิดปัจจัยแห่งความสำเร็จ  ในการบริหารธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น  ซึ่งมักจะไม่ได้เขียนขึ้นมาอย่างเป็นทางการ  แต่เป็นเพียงแนวคิดพื้นฐานขององค์กรแต่ละแห่ง  รวมทั้งสิ่งที่จะต้องให้องค์กรเป็นในอนาคต  ดังนั้นก็หมายถึงเป้าหมายสูงสุดขององค์กร (Super ordinate)   ซึ่งไม่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารนั้นทุกคนในองค์กรนั้นมักมีค่านิยมร่วม กัน จึงทำให้เกิดเป็นผลสำเร็จขององค์กร

5 forces model  เป็นแนวทางการวิเคราะห์ของ Michael E. Porter

1. อุปสรรคกีดขวางการเข้าสู่อุตสาหกรรม จะได้แก่

- การประหยัดจากขนาด (Economies of scale) เนื่องจากผลิตสินค้าที่เป็นมาตรฐานจำนวนมาก ซึ่งทำให้ต้นทุนของสินค้าลดต่ำลง เพราะสามารถลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วยลดลง
- การผูกพันในตรายี่ห้อ (Brand Loyalty)

- เงินลงทุน (Capital requirements) ถ้าต้องลงทุนสูง ก็จะเป็นอุปสรรคต่อรายใหม่
- การเข้าถึงช่องจัดจำหน่าย (Access to distribution)
- นโยบายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายส่งเสริม หรือมีข้อห้ามสัมปทาน
- ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการใช้สินค้า (Switching cost) ถ้าลูกค้าต้องมีต้นทุน หรือค้าใช้จ่ายในส่วนนี้สูง ต้นทุนเหล่านี้ซึ่งอาจได้แก่ ต้นทุนของอุปกรณ์เครื่องจักรที่ต้องปรับเปลี่ยนเพิ่ม หรืออาจจะเป็นระบบงานที่ต้องจัดรูปแบบใหม่ ค่าฝึกอบรมแลสอนงานให้กับพนักงานเพื่อให้ทำงานตามระบบใหม่เป็นต้น
- ข้อได้เปรียบต้นทุนในด้านอื่นๆ เช่น เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเฉพาะ มีวัตถุดิบราคาถูก มีทำเลที่ตั้งดีกว่า มีแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนถูก และทำมานนานจนเกิดการเรียนรู้

2. แรงผลักดันจากผู้ผลิตหรือคู่แข่งที่มีในอุตสาหกรรม

- จำนวนคู่แข่งขัน ถ้าคู่แข่งขันมีจำวนมาก หรือ มีขีดความสามารถพอๆกัน จะทำให้มีการแข่งขันที่รุนแรง
- อัตราการเติบโตของอตสาหกรรม ถ้าอุตสาหกรรมยังคงเติบโต การแข่งขันจะไม่รุนแรงมากนัก
- ความแตกต่างของสินค้า ถ้าสินค้ามีความแตกต่างกันไป การแข่งขันก็จะน้อยลง
- ความผูกพันในตรายี่ห้อ
- กำลังการผลิตส่วนเกิน ถ้าอตสาหกรรมมีกำลังผลิตส่วนเกิน การแข่งขันจะรุนแรง
- ต้นทุนคงที่ของธุรกิจ และต้นทุนในการก็บรักษา
- อุปสรรคกีดขวางการออกจากอุตสาหกรรม เช่น ข้อตกลงกับสหภาพแรงงานในการจ่ายชดเชยที่สูงมาก

3. อำนาจต่อรองของผู้ขาย (ซัพพลายเออร์)

- จำนวนผู้ขายหรือวัตถุดิบที่มีอยู่ ถ้ามีผู้ขายน้อยราย อำนาจต่อรองของผู้ขายจะสูง
- ระดับการรวมตัวกันของผู้ขายวัตถุดิบ ถ้าผู้ขายรวมตัวกันได้ อำนาจการต่อรองก็จะสูง
- จำวนวัตถุดิบหรือแหล่งวัตถุดิบที่มี ถ้าวัตถุดิบมีน้อย อำนาจต่อรองจะสูง
- ความแตกต่างและเหมือนกันของวัตถุดิบ ถ้าวัตถุดิบมีความแตกต่างกันมาก อำนาจต่อรองผู้ขายจะสูง

4. อำนาจการต่อรองของกลุ่มผู้ซื้อหรือลูกค้า

- ปริมาณการซื้อ ถ้าซื้อมาก ก็มีอำนาจการต่อรองสูง
- ข้อมูลต่างๆที่ลูกค้าได้รับเกียวกับสินค้าและผู้ขาย ถ้าลูกค้ามีข้อมูลมาก ก็ต่อรองได้มาก
- ความจงรักภักดีต่อยี่ห้อ
- ความยากง่ายในการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ซื้อ ถ้าลูกค้ารวมวตัวกันง่ายก็มีอำนาจต่อรองสูง
- ความสามารถของผู้ซื้อที่จะมีการรวมกิจการไปดานหลัง คือ ถ้าลูกค้าสามารถผลิตสินค้าได้ด้วยตนเอง อำนาจการต่อรองก็จะสูง
- ต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าของคนอื่ร หรือ ใช้สินค้าของคู่แข่งแล้วลูกค้าต้องมีต้นทุนในการเปลี่ยนสูง อำนาจการต่อรองของลูกค้าก็จะต่ำ

5. แรงผลักดันซึ่งเกิดจากสินค้าอื่นๆซึ่งสามารถใช้ทดแทนได้


- ระดับการทดแทน เป็นการทดแทนได้มาก หรือทดแทนได้น้อยแค่ไหน เช่น เครื่องปรับอากาศกับพัดลม
- ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการใช้สินค้าปัจจุบัน ไปสู่การใช้สินค้าทดแทน
- ระดับราคาสินค้าทดแทนและคุณสมบัติใช้งานของสินค้าทดแทน

This entry was posted on Wednesday, November 24th, 2010 at 9:17 am and is filed under Uncategorized. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can skip to the end and leave a response. Pinging is currently not allowed.

Leave a Reply